พาไปรู้จักอาหารที่คนญี่ปุ่นเรียกว่า “คาเวียร์แห่งท้องนา”

เอกลักษณ์และเสน่ห์ของอาหารญี่ปุ่น คือ การคัดสรรวัตถุดิบจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น ทุ่งนา สวนผักผลไม้ จนถึงทะเลและมหาสมุทร นำปรุงเป็นอาหาร อาจกล่าวได้ว่าอาหารเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ชาวญี่ปุ่นมีอายุยืนมากที่สุดในโลก ในวันนี้เราจะพาไปรู้จักกับอาหารจากธรรมชาติแท้ ๆ ที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า “คาเวียร์แห่งท้องนา”

สิ่งที่เป็นเม็ดกลม ๆ สีเขียวใส มีลักษณะคล้ายไข่ปลาดังภาพด้านบนนี้ คือ “ทงบุริ” หรือที่ชาวญี่ปุ่นเรียกมันว่า “คาเวียร์แห่งท้องนา” คนไทยอาจจะไม่ค่อยเห็นสิ่งนี้ตามร้านอาหารญี่ปุ่น เพราะทงบุริเป็นอาหารท้องถิ่นของจังหวัดอะคิตะ ในภูมิภาคคันโต ซึ่งเจ้า “ทงบุริ” ตัวนี้ แท้จริงแล้วเป็นเมล็ดที่แห้งแล้วของพืชที่ชื่อว่า “โฮคิกิ”

ทุ่งโฮคิกิ
โฮคิกิ

เมื่อนำเมล็ดที่แห้งแล้วมาต้มหรือทำให้สุก ก็จะได้เป็นอาหารที่มีรูปร่างคล้ายกับไข่ปลาคาเวียร์ นอกจากรูปร่างแล้ว คนญี่ปุ่นยังบอกว่าทั้งรสชาติและรสสัมผัสก็ยังใกล้เคียงกับไข่ปลาคาเวียร์อีกด้วย

คนญี่ปุ่นรับประทาน “ทงบุริ” อย่างไร

ชาวญี่ปุ่นมักทานดงบุริเป็นเครื่องเคียงคู่กับอาหารหลัก หรือราดเป็นท็อปปิ้งบนข้าวสวย เส้นพาสต้า เต้าหู้ นัตโตะ หัวไชเท้าขูด หรือใส่ในสลัด เป็นต้น

 

 

 

 

ช่วงเวลาที่สามารถรับประทานทงบุริได้คือในช่วงเดือนตุลาคมถึงกันยายน หรือหาซื้อทานสด ๆ ได้ที่ร้านค้าในจังหวัดอะคิตะ หรือในแบบสำเร็จรูปเองก็มีจำหน่ายเช่นกัน โดยสามารถหาซื้อได้ตามซุปเปอร์มาเก็ตในญี่ปุ่นหรือทางออนไลน์ เป็นต้น    UFABET เว็บตรง

Read More
มะระญี่ปุ่นหรือโกยะ สุดยอดผักที่ดีต่อสุขภาพของคนญี่ปุ่น

มะระญี่ปุ่นหรือโกยะ (ゴーヤ) เป็นหนึ่งในยอดอาหารที่คนในจังหวัดที่ได้ชื่อว่าอายุยืนที่สุดในโลกอย่างโอกินาว่านิยมรับประทาน มาดูประโยชน์ของโกยะ เคล็ดลับการลดความขมของโกยะ และวิธีการนำมารับประทานให้อร่อยแบบญี่ปุ่นกันค่ะ

มะระญี่ปุ่นหรือโกยะ

มะระญี่ปุ่นหรือโกยะเป็นผักที่ปลูกได้มากแถบจังหวัดทางตอนใต้ของญี่ปุ่น ได้แก่ โอกินาว่าและคาโกชิม่า เป็นหนึ่งในผักซุปเปอร์ฟู้ดของคนจังหวัดโอกินาว่าที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพดังนี้

– อุดมไปด้วยสารโมโมดิซิน (Momodicine) ซึ่งเป็นสารให้รสขมในมะระญี่ปุ่น มีสรรพคุณช่วยกระตุ้นความอยากอาหารและช่วยกระตุ้นน้ำย่อยในกระเพาะอาหารให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รสขมในมะระญี่ปุ่นนอกจากจะช่วยฟอกเลือดและช่วยรักษาความดันโลหิตให้คงที่แล้ว ยังมีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อน ๆ ที่จะช่วยบรรเทาอาการท้องผูกได้ดี

– มีพอลีเปปไทด์ พี (polypeptide-P ) และชาแลนทิน Charantin ซึ่งมีบทบาทช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดและรักษาโรคเบาหวาน

– มีวิตามินซีซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่ามะนาว 2-3 เท่า อีกทั้งวิตามินซีในมะระญี่ปุ่นยังทนต่อความร้อนได้ดี ซึ่งมีข้อดีคือแม้จะผ่านการจะผัดหรือต้มคุณค่าวิตามินซีก็ยังคงหลงเหลืออยู่

– มีวิตามินเอ อี บี เคและแร่ธาตุ เช่น ธาตุเหล็ก โพแทสเซียมและแมกนีเซียม เป็นต้น ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการป้องกันความอ่อนเพลียของร่างกายที่เกิดจากความร้อนในหน้าร้อน

วิธีการลดความขมจากมะระ

สำหรับคนอายุน้อยอาจจะไม่ชอบรสชาติขมของมะระญี่ปุ่น วิธีการลดความขมของมะระญี่ปุ่นมีวิธีการดังนี้

– นำมะระญี่ปุ่นที่เอาเมล็ดออกและหั่นเป็นชิ้นบาง ๆ แช่น้ำหรือต้มในน้ำเกลือเป็นเวลา 5-10 นาที

– โรยเกลือ 1 ช้อนชาลงไปบนมะระญี่ปุ่นหั่น 1 ผล คลุกเคล้าให้เข้ากันและตั้งทิ้งไว้ 10 นาที บีบเอาส่วนของเหลวออกจากมะระ ก่อนนำมาต้มหรือปรุงอาหาร

– โรยเกลือ 1 ช้อนชาและน้ำตาล 2 ช้อนชาลงไปบนมะระหั่น 1 ผล คลุกเคล้าให้เข้ากันและตั้งทิ้งไว้ 10 นาที บีบเอาส่วนของเหลวออกจากมะระ ก่อนนำมาต้มหรือปรุงอาหาร (วิธีการนี้เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการขจัดรสขมของมะระญี่ปุ่น)

การนำโกยะมารับประทานแบบญี่ปุ่น

ในญี่ปุ่นมีวิธีการนำโกยะมารับประทานดังนี้

เมนูผัดโกยะ

การผัดโกยะกับเนื้อ ไข่ เต้าหู้ และผักอื่น ๆ จะทำให้เมนูผัดมีรสขมน้อยลงเนื่องจากรสขมผสมผสานไปกับรสชาติของวัตถุดิบอื่น ๆ

 

โกยะเท็มปุระ

แกงกะหรี่โกยะ

สลัดโกยะ

การนำโกยะมารับประทานเป็นสลัดนั้นทำได้โดยการนำโกยะที่หั่นให้มีขนาดบางประมาณ 2  มิลลิเมตรมาต้มในน้ำพอเดือดเป็นเวลาประมาณ 10  วินาที แล้วจึงนำมาล้างด้วยน้ำเย็น บีบน้ำออก และนำไปรับประทานเป็นสลัดญี่ปุ่นแบบต่าง ๆ

มะระญี่ปุ่นหรือโกยะเป็นยอดอาหารที่คนญี่ปุ่นนิยมรับประทานในช่วงฤดูร้อน เวลาเหนื่อยล้าจากความร้อนผู้เขียนมักซื้อมะระญี่ปุ่นมาทำกับข้าว และรู้สึกได้เลยว่าหลังจากรับประทานมะระญี่ปุ่นแล้วความเหนื่อยล้านั้นหายไป ทั้งนี้บ้านเราก็มีมะระจีนซึ่งมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายไม่แพ้มะระญี่ปุ่น ลองเอาเคล็ดลับลดความขมของมะระไปใช้ดูนะคะ    สล็อตเว็บตรง

Read More
รู้จัก “อุกุอิสึโมจิ” โมจิสุดอร่อยที่เข้ากับบรรยากาศต้นฤดูใบไม้ผลิ พร้อมวิธีทำแสนง่าย

ในญี่ปุ่นมีขนมโมจิมากมายที่อร่อยแตกต่างกันไปตามฤดูกาล หนึ่งในขนมโมจิที่อร่อยมากเมื่อรับประทานในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งมีบรรยากาศอบอุ่นเล็กน้อยจากแสงสว่างของฤดูใบไม้ผลิที่มาเยือนคือ ขนมอุกุอิสึโมจิ ที่มีรูปทรงและสีสันคล้ายนกอุกุอิสึ (うぐいす) หรือนกกระจ้อยญี่ปุ่น ซึ่งเป็นนกขนาดเล็กขนสีเขียวปนน้ำตาลที่ปรากฏตัวให้เห็นทั่วไปในฤดูใบไม้ผลิของญี่ปุ่น มารู้จักขนมอุกุอิสึโมจิและวิธีทำอย่างง่ายๆ กันนะคะ

ขนมอุกุอิสึโมจิและความเป็นมา

ขนมอุกุอิสึโมจิ (うぐいす餅) เป็นโมจิผสมชาเขียวมัทฉะห่อด้วยไส้ถั่วแดงกวน และโรยด้วยผงถั่วเหลืองเขียว หรือผงถั่วเหลือง ขนมชนิดนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1585 ที่เมืองนารา จากการที่โทโยโทมิ ฮิเดนากะ น้องชายของโทโยโทมิ ฮิเดโยชิ สั่งร้านขนมให้ทำขนมที่มีความพิเศษเพื่อรับประทานกับน้ำชาในการต้อนรับพี่ชายผู้มาเยือน และเมื่อได้รับประทานขนมดังกล่าว โทโยโทมิ ฮิเดโยชิ ผู้ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นชายคนที่สองที่รวบรวมประเทศญี่ปุ่นให้เป็นหนึ่งเดียว ก็ชื่นชอบเป็นอย่างมาก และให้ชื่อขนมชนิดนี้ว่า อุกุอิสึโมจิ จากลักษณะรูปทรงที่คล้ายกับนกกระจ้อยญี่ปุ่นนั่นเอง แล้วขนมชนิดนี้ก็ได้เป็นที่รู้จักของคนญี่ปุ่นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

นกกระจ้อยญี่ปุ่น
นกกระจ้อยญี่ปุ่น
อุกุอิสึโมจิ
อุกุอิสึโมจิที่โรยด้วยผงถั่วเหลืองเขียวบด
อุกุอิสึโมจิ
อุกุอิสึโมจิที่โรยด้วยผงถั่วเหลือง

วิธีทำขนมอุกุอิสึโมจิ

อุกุอิสึโมจิเป็นขนมหวานญี่ปุ่นที่มีรสชาติอร่อยจากความหอมของชาเขียวและผงถั่วเหลืองที่เข้ากันกับความหวานอร่อยของถั่วแดงกวน วัตถุดิบและวิธีทำมีดังนี้

วัตถุดิบ

  • แป้งข้าวเหนียวอบชิราทามาโกะ 100 กรัม

  • ผงชาเขียวมัทฉะ 2 ช้อนชา
  • น้ำตาล 40 กรัม
  • น้ำ 160 มิลลิลิตร
  • ถั่วแดงกวนเนื้อละเอียดหรือโคชิอัง 180 กรัม
  • ผงถั่วเหลืองหรือคินาโกะ ตามชอบ

วิธีทำ

1. เติมแป้ง น้ำตาล ผงชาเขียวมัทฉะ และน้ำลงในภาชนะ ใช้ไม้พายยางคนส่วนผสมให้เข้ากัน ปิดด้วยพลาสติกแรปพอหลวม แล้วนำเข้าไมโครเวฟที่ 600 วัตต์ เป็นเวลา 1 นาทีครึ่ง

2. นำภาชนะที่ใส่ส่วนผสมออกจากไมโครเวฟ ใช้ไม้พายยางคนให้เข้ากัน ปิดด้วยพลาสติกแรปพอหลวม แล้วนำเข้าไมโครเวฟอีกครั้งที่ 600 วัตต์ เป็นเวลา 1 นาทีครึ่ง จากนั้นนำภาชนะใส่ส่วนผสมออกมาจากไมโครเวฟ ใช้ไม้พายยางคนจนส่วนผสมหนืดเป็นโมจิ

3. นำโมจิไปวางไว้บนถาดที่โรยไว้ด้วยผงถั่วเหลือง โรยผงถั่วเหลืองให้ทั่วโมจิ จากนั้นจึงใช้มือหรือไม้พายยางแผ่ให้โมจิกระจายเป็นแผ่นสี่เหลี่ยม แล้วจึงใช้ปลายไม้พายยางตัดให้ได้ 8-9 ชิ้น

 

4. นำไส้ถั่วแดงที่ปั้นเป็นก้อนกลม (ขนาดก้อนละประมาณ 20 กรัม) มาวางไว้บนแผ่นโมจิ แล้วห่อให้มีลักษณะดังรูป จากนั้นจึงนำมารับประทานกับชาเขียวได้ตามชอบ

ในญี่ปุ่นสามารถหาซื้อขนมโมจิชนิดนี้ได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงของการรับประทานให้อร่อยเข้ากับบรรยากาศนั้นจะเป็นเพียงช่วงฤดูใบไม้ผลิเท่านั้น ตอนนี้ยังมาญี่ปุ่นไม่ได้ก็ขอแนะนำให้ลองทำเองดูก่อนค่ะ รับรองว่าง่ายและอร่อยอย่างไม่น่าเชื่อเลย

 

Read More
เผยเคล็ดลับ! วัยรุ่นญี่ปุ่นใช้ TikTok สร้างยอดขายชูโรสได้วันละเกือบแสนเยน!!

ในระยะหลังมานี้ ถ้าไปถามนักเรียนหรือนักศึกษาจบใหม่ที่ญี่ปุ่น จะพบว่าหลายคนมีแนวคิดว่าไม่อยากสมัครเข้าทำงานในบริษัทเหมือนแต่ก่อน มีจำนวนไม่น้อยที่อยากทำธุรกิจของตัวเองอย่างคาเฟ่หรือร้านกาแฟ หนึ่งในนั้นก็มีคู่นักศึกษาจบใหม่จากมหาวิทยาลัยในเมืองโยโกฮาม่า ที่มีความฝันอยากทำร้านของตัวเองเช่นกัน นี่เป็นจุดเริ่มต้นของร้าน “Churros Avenue” (チュロスアベニュー) ร้านปาท่องโก๋สเปนเล็กๆ ที่ก่อตั้งโดยทั้งสองคน (Churros หรือชูโรส คือปาท่องโก๋สเปน เป็นแป้งทอดโรยน้ำตาล มักมีลักษณะเป็นแท่ง)

ขนมชูโรส (Churros)

จุดเริ่มต้นของ Churros Avenue

ร้าน Churros Avenue ก่อตั้งโดยคุณซาโนะและคุณอาดาจิ นักศึกษามหาวิทยาลัยในเมืองโยโกฮาม่า ไอเดียการเปิดร้านนี้เริ่มจากที่ทั้งคู่พูดคุยกับกลุ่มเพื่อนเกี่ยวกับงานที่อยากทำหลังเรียนจบ ทั้งสองคนมีความเห็นตรงกันว่าไม่อยากสมัครงานที่บริษัทไหน ในขณะที่เพื่อนๆ บางคนยังลังเลเรื่องการหางาน ทั้งสองก็เริ่มทำตามความฝันโดยไม่รีรอโดยเปิดร้านของตัวเองตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นปีที่ 3

เหตุผลที่เลือกเปิดร้านชูโรสเพราะทั้งคู่อยากขายขนมหรือของว่างที่สามารถจำหน่ายได้ตลอดทั้งวัน อีกทั้งยังไม่อยากยึดติดการสถานที่ขาย จึงเลือกรูปแบบร้านเป็น Food truck หรือรถขายอาหารเคลื่อนที่

 

ลงทุนเปิดร้านแค่ 6 แสนเยน แต่ขายได้วันละเกือบแสนเยน

ในเดือนมีนาคม 2020 ช่วงเวลาที่เพื่อนๆ หลายคนกำลังขมักเขม้นกับการส่งใบสมัครงานตามบริษัทต่างๆ ทั้งสองคนรวบรวมเงินเก็บจากการทำงานพิเศษประมาณ 6 แสนเยน (ประมาณ 170,000 บาท) มาซื้อรถตู้คันเล็กๆ และหาซื้ออุปกรณ์มาลงมือดัดแปลงและเนรมิตรถตู้มือสองให้กลายเป็นร้านอาหารเคลื่อนที่แบบ DIY

 

เนื่องจากอยากจำกัดงบประมาณในการลงทุนทำร้าน ทั้งสูตรขนม การคิดเมนู และการออกแบบตกแต่งร้าน ทั้งคู่จึงเริ่มทำทุกอย่างด้วยตัวเองจากศูนย์ หลังจากเปิดร้านอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม 2020 ก็เริ่มเป็นที่รู้จักขึ้นเรื่อยๆ จนวันนี้ Churros Avenue มีลูกค้าเฉลี่ยต่อวันประมาณ 220 คน และมีรายได้ต่อวันประมาณ 90,000 เยน (ประมาณ 26,000 บาท)

สำหรับราคาขนมชูโรสเริ่มต้นที่ 300 เยน (ประมาณ 90 บาท) นอกจากนี้ที่ร้านยังมีเมนูไอศกรีมพาเฟต์ใส่ชูโรสด้วย สนนราคาประมาณ 600 เยน (ประมาณ 170 บาท) ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นโดยเฉพาะสาวๆ เป็นอย่างมาก

 

 

เคล็ดลับการตลาดผ่านสื่อโซเชียล

หลังจากเริ่มเปิดร้านได้ไม่นาน คุณซาโนะและคุณอาดาจิก็เริ่มโฆษณาร้านผ่านสื่อโซเขียลอย่าง Instagram ก่อน ต่อมาจึงเริ่มใช้ TikTok เป็นสื่อหลักในการทำการตลาดเพื่อโปรโมทร้าน

 

หากลองเข้าไปดู Instagram และ TikTok ของร้านจะเห็นได้ว่า เนื้อหาและรูปภาพที่โพสต์จะแตกต่างกัน คุณซาโนะให้ข้อมูลว่าเขามักใช้ Instagram เป็นที่สร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ ดังนั้นรูปที่โพสต์จะเป็นรูปที่จัดองค์ประกอบรูปให้ดูสวยงามและเน้นโพสต์รูปขนมที่ดูน่ารับประทาน

 

 

ในขณะที่ TikTok จะใช้สำหรับโพสต์วิดีโอที่คนเห็นแล้วเกิดความสงสัยหรือสนใจอยากกดเข้ามาดู เช่น เบื้องหลังในครัวขณะกำลังทำชูโรส หรือวิดีโอแนะนำเส้นทางจากทางออกของสถานีรถไฟไปที่ร้าน เป็นต้น โดย TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถสร้างยอดผู้ติดตาม (follower) และยอดกด like ได้มากกว่า และมีหลายครั้งที่ผู้ติดตามจาก TikTok เริ่มสนใจในร้าน และตามไปกดติดตามใน Instagram ต่ออีกด้วย

 

ด้วยการโปรโมทผ่านสื่อโซเชียล ทำให้ยอดการติดตามใน TikTok ปัจจุบันของร้านอยู่ที่ประมาณ 33,000 คน (ณ เดือนมิถุนายน 2021) ด้วยความที่มีลูกค้าเข้ามาจำนวนมากในแต่ละวัน และทั้งคู่ก็ไม่ได้จ้างพนักงานมาช่วยเพิ่ม ทำให้ส่วนใหญ่ร้านจะขายหมดเกลี้ยงในช่วงเวลาประมาณบ่าย 3 (เวลาเปิด-ปิดร้านตามปกติคือ 11 โมงถึง 1 ทุ่ม)

ช่วงหลังมานี้ ร้านจึงเริ่มเพิ่มกำลังการผลิตแต่ละวัน โดยเตรียมสินค้าส่วนหนึ่งมาล่วงหน้าด้วยการแช่แข็งไว้ แล้วค่อยนำมาทอดหน้าร้าน เพื่อลดเวลาการเตรียมขนมและทำให้สามารถเพิ่มปริมาณการขายในแต่ละวันได้นั่นเอง

 

ทั้งคู่ยังเสริมอีกว่า ปกติร้านขายอาหารจะเน้นโปรโมทเรื่องความอร่อยและมีเมนูหลากหลาย แต่เทคนิคการใช้ TikTok ช่วยในการทำการตลาดของร้านนี้ไม่ได้เน้นจุดเด่นเรื่องรสชาติหรือเมนูเลย แต่ให้ความสำคัญกับการทำวิดีโอที่ดูน่าสนใจให้คนกดมาดูตั้งแต่ต้นจนจบ หรือแม้กระทั่งสร้างความรู้สึกให้คนดูอยากติดตาม ว่าต่อไป Food Truck คันนี้จะวิ่งไปจอดที่ไหน มีผู้ติดตามบางคนถึงกับตามไปในที่ที่รถไปจอดขายเพราะอยากเจอคุณซาโนะกับคุณอาดาจิตัวจริงเลยทีเดียว เรียกได้ว่าสมัยนี้สื่อโซเชียลเป็นหนึ่งในเครื่องมือการตลาดที่ทรงพลังจริงๆ

 

ณ ตอนที่ผู้เขียนลงบทความนี้ Churros Avenue เคลื่อนพลจากเมืองโยโกฮาม่าไปประจำการอยู่ในจังหวัดชิสึโอกะ แต่ผู้ก่อตั้งร้านทั้งสองก็ออกตัวแล้วว่าเขาจะนำรถขายชูโรสคันนี้วิ่งไปหาลูกค้าทั่วประเทศ หรือหากมีใครสนใจติดต่อให้ทั้งสองไปออกร้านในงานไหนก็ดูเหมือนว่าทางร้านก็ยินดีเดินทางไปทั่วญี่ปุ่น

จุดหมายต่อไปจะอยู่ที่ไหน ก็ลองไปติดตามการเดินทางของ Churros Avenue ที่ TikTok ของร้านได้นะคะ    สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

Read More

โทยามะ (富山県; Toyama-ken) เป็นจังหวัดในภูมิภาคโฮคุริคุซึ่งมีพื้นที่ติดทะเลและเทือกเขา นอกจากจะมีอาหารทะเลหวานสดอร่อยขึ้นชื่อมากมายแล้ว อีกหนึ่งเมนูอาหารขึ้นชื่อที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดเมื่อเดินทางไปจังหวัดนี้ คือ ราเม็งน้ำซุปสีดำชื่อโทยามะแบล็ค (富山ブラック; Toyama black) มารู้จักราเม็งชนิดนี้ วิธีการรับประทานให้อร่อยและวิธีการทำราเม็งโทยามะแบล็ครับประทานเองที่บ้านกันค่ะ

รู้จักราเม็งโทยามะแบล็คและความเป็นมา

โทยามะแบล็คเป็นราเม็งที่คิดค้นขึ้นมาโดยร้านราเม็งชื่อ Daiki (大喜) ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองโทยามะเมื่อปี ค.ศ. 1955 น้ำซุปของราเม็งมีสีดำและรสเค็มมากจากส่วนผสมของน้ำต้มกระดูกหมู โชยุ และพริกไทยดำ เป็นที่ถูกใจของคนงานก่อสร้างกองบัญชาการโจมตีทางอากาศในสมัยนั้น เพราะรสเค็มจากน้ำซุปช่วยทดแทนเกลือแร่ที่สูญเสียทางเหงื่อและช่วยให้หายเหนื่อย เมื่อนำน้ำซุปมาราดข้าวสวยแล้วรับประทานก็ยิ่งช่วยเพิ่มแรงในการทำงานหนัก ปัจจุบันเครื่องเคียงในราเม็งโทยามะแบล็คจะเป็นหมูชาชู ต้นหอมญี่ปุ่นหั่น หน่อไม้ต้มซีอิ๊วญี่ปุ่นหรือหน่อไม้เมนม่าและไข่ต้ม แม้จะมีรสชาติเค็มมากแต่ราเม็งชนิดนี้ก็มีรสชาติอร่อยจากรสชาติอูมามิในน้ำซุป ซึ่งบางร้านจะใช้น้ำซุปจากกุ้งขาวญี่ปุ่นแทนน้ำซุปกระดูกหมู

ด้วยว่าน้ำซุปมีรสเค็มมาก วิธีการรับประทานราเม็งให้อร่อยจึงทำได้โดยการคนราเม็งและเครื่องเคียงทั้งหมดให้เข้ากับน้ำซุป แล้วรับประทานเฉพาะเส้นราเม็งและเครื่องเคียง ส่วนน้ำซุปนั้นก็นำมาราดข้าวสวยที่เสิร์ฟมาพร้อมกับราเม็ง

วิธีการทำราเม็งโทยามะแบล็คอย่างง่าย

วัตถุดิบ (สำหรับ 2 คน)

  • เส้นราเม็งสำหรับ 2 คน
  • น้ำ 700 มิลลิลิตร
  • โชยุ 100 มิลลิลิตร
  • ผงซุปไก่ 2 ช้อนชา หรืออาจจะใช้น้ำซุปกระดูกหมูแทนก็ได้
  • พริกไทย เยอะๆ ตามชอบ
  • หมูชาชู เยอะๆ ตามชอบ
  • หน่อไม้ต้มซีอิ๊วญี่ปุ่น ตามชอบ
  • ต้นหอมญี่ปุ่น 1 ต้น หั่นให้มีความหนาประมาณ 5 มิลลิเมตร

วิธีทำ

1. ต้มน้ำจนเดือดแล้วใส่เส้นราเม็งลงไปต้มตามเวลาที่กำหนดไว้ที่บรรจุภัณฑ์ นำมาล้างด้วยน้ำเย็นและนำใส่ถ้วยรอไว้

2. ต้มน้ำจนเดือด เติมผงซุปไก่และโชยุลงไป เมื่อส่วนผสมละลายเข้ากันดีแล้วก็ปิดไฟและตักน้ำซุปใส่ลงไปในถ้วยราเม็ง

3. เติมหมูชาชู พริกไทย หน่อไม้ต้มซีอิ๊วญี่ปุ่น และต้นหอมญี่ปุ่นหั่นลงไป แล้วนำมารับประทานได้ตามชอบ

 

หมายเหตุ สามารถใช้เนื้อหมูย่างหรือตุ๋นได้ตามชอบ หรือจะทำหมูชาชูจาก “สูตรนี้” ก็ได้

ผู้เขียนเป็นสะใภ้โทยามะ เวลาเดินทางไปเยี่ยมคุณปู่และคุณย่าก็มักจะไปรับประทานราเม็งโทยามะแบล็คทุกครั้งค่ะ แม้น้ำซุปจะมีรสชาติเค็มมาก แต่ก็รู้สึกชอบราเม็งชนิดนี้มาก ไว้สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ดีขึ้น หากมีโอกาสไปเยือนจังหวัดโทยามะก็ลองชิมราเม็งโทยามะแบล็คนี้ดูนะคะ      สล็อตเว็บตรง

Read More
ตะลุย 7 ร้านของอร่อยย่านอาซากุสะ สายคาเฟ่ห้ามพลาด!

ย่านอาซากุสะ เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในโตเกียว มีผู้คนจากทั่วโลกแวะมาเยี่ยมเยียนมากมายไม่ขาดสาย แน่นอนว่าเมื่อมีผู้คนมาท่องเที่ยวจำนวนมากก็ต้องมีร้านของกินอร่อยๆ ให้เลือกอย่างละลานตา วันนี้เราจะมาแนะนำร้านน่ากินในอาซากุสะ 7 ร้าน สายคาเฟ่มามุงเร็วๆ เลยจ้าาา

Feb’s coffee & scone

 

 

ร้านแรกคือ Feb’s coffee & scone ใช้เวลาเดิน 5 นาทีจากสถานีอาซากุสะ ภายในร้านมีบรรยากาศสไตล์เก่าๆ ชวนให้นึกถึงอดีต เป็นร้านน่ารักที่เหมาะกับกลุ่มสาวๆ เมนูแนะนำของที่นี่คือสโคนหน้าตาน่ารัก เขาใช้แป้งโฮลวีตที่ดีต่อสุขภาพ แถมไส้ในสโคนก็เปลี่ยนวัตถุดิบไปตามฤดูกาล ทำให้อยากมาชิมทุกฤดูเลยทีเดียว เมนูพุดดิ้งก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน อย่าลืมลองมาแวะทานให้ได้นะ

Sukemasa Coffee

 

 

ร้านต่อมาคือ Sukemasa Coffee คาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่นบรรยากาศแบบอาซากุสะ จุดเด่นของที่นี่คือพนักงานในร้านจะสวมกิโมโน เราจะได้เห็นบาริสต้าในชุดกิโมโนซึ่งเป็นคอนเซปต์ที่แปลกใหม่ ยูนีคไม่เหมือนใคร เมนูแนะนำคือแซนด์วิชผลไม้ ผลไม้ก็จะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล เมื่อตัดออกมาแล้วจะได้ภาพหน้าตัดที่สวยงามน่าทาน แนะนำให้สั่งลาเต้อาร์ทแสนสวยมาดื่มคู่กัน ฟินมากกก

From afar

 

 

ร้านต่อมาคือ From afar คาเฟ่ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เงียบสงบห่างจากวัดเซ็นโซจิเล็กน้อย เป็นคาเฟ่สวยๆ ที่สามารถผ่อนคลายในบรรยากาศคลาสสิกโบราณ แถมยังมีร้านค้าในเครืออีกหลายร้านในอาซากุสะและคุรามาเอะ เมนูขนมน่าทานมีทั้งโฮจิฉะเทอร์รีน พุดดิ้ง ทาร์ต และขนมอีกมากมายที่จำหน่ายเฉพาะฤดูกาล นอกจากนี้ยังมีเยลลี่แสนสดชื่นที่จำหน่ายในฤดูร้อนที่อร่อยมาก บอกเลยว่าของดี!

Mitsuya

 

 

ร้านต่อมาคือ Mitsuya ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากประตูตรวจตั๋วหน้าสถานีอาซากุสะ เป็นคาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่นที่มีบรรยากาศเงียบสงบ สามารถซื้อชิราทามะที่ทำสดใหม่นุ่มๆ ร้อนๆ ได้ทุกวัน มีเมนูมากมายเช่น Kuromitsu Kinako ราดน้ำตาลทรายแดงเชื่อม มี Mitarashi และ Shiratama Zenzai นอกจากนี้ยังมีเมนูที่เรียกว่า Seasonal Shiratama ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามฤดูกาล ใครชอบขนมสไตล์นี้รับรองถูกใจแน่นอน

Kagetsudo

 

 

 

ร้านต่อมาคือ Kagetsudo ซึ่งมีขนมปังเมลอนขนาดใหญ่เป็นเมนูขึ้นป้าย เป็นร้านเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่ปีโชวะที่ 20 ขนมปังเมลอนสีน้ำตาลรสหวานหอม ขายดิบขายดีจนต้องเข้าคิวซื้อกันเลยทีเดียว ที่ผนังร้านตกแต่งด้วยกังหันลมน่ารักเป็นจุดให้คนมาถ่ายรูป ถ้ามาที่อาซากุสะ อย่าลืมมาถ่ายรูปเมลอนปังชิ้นโตลงโซเชียลล่ะ น่ารักสุด ๆ

Banana Factory

 

 

ร้านต่อมาคือ Banana Factory แนะนำสำหรับคนรักกล้วยโดยเฉพาะ ตามชื่อคือสามารถเพลิดเพลินกับเมนูจากกล้วยได้มากมาย คนที่ไม่ชอบกล้วยก็อาจจะเปลี่ยนใจมาชอบกล้วยด้วยเช่นกัน เมนูแนะนำมีทั้ง Banana Pie, Banana Bread เครื่องดื่มเย็นชื่นใจอย่าง Frozen Banana Juice ถ่ายรูปรวมกันแล้ว photogenic มากกก

MISOJYU

 

 

นอกจากร้านขนมของทานเล่นแล้วก็มีร้านข้าวสำหรับใครที่อยากจัดหนัก ร้านสุดท้ายคือ MISOJYU ใช้เวลาเดินเพียง 5 นาทีจากสถานีอาซากุสะ เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่บรรยากาศสบายๆ สไตล์แคชชวลทั้งภายนอกและภายใน เน้นเสิร์ฟข้าวปั้นและซุป เป็นอาหารกลางวันยอดนิยมสำหรับสาวๆ ที่รักสุขภาพ แถมมีแบบ take out ด้วย ซื้อออกมาทานนอกร้าน เดินเล่นในอาซากุสะไปพลางทานข้าวปั้นไปพลาง ฟีลกู๊ดดด      สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

Read More
ชมดอกซากุระพันธุ์ที่บานก่อนพันธุ์อื่นๆ ได้ในช่วงปลายฤดูหนาวของญี่ปุ่น

โดยทั่วไปนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักคิดว่าช่วงการชมซากุระนั้นต้องเป็นช่วงระหว่างปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ซากุระพันธุ์โซเมอิ โยชิโนะ (Somei Yoshino) บานสะพรั่งด้วยสีชมพูอ่อนเต็มต้น แต่จริง ๆ แล้วยังมีซากุระพันธุ์ต่าง ๆ ที่บานก่อนตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม มารู้จักซากุระพันธุ์ที่บานในช่วงปลายฤดูหนาวกันนะคะ

ฮิคัง ซากุระ (Hikan Zakura)

ฮิคัง ซากุระ เป็นซากุระพันธุ์ที่เจริญได้ดีในสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและมีความชื้น เช่น จังหวัดโอกินาว่า ดอกซากุระพันธุ์นี้จะมีสีชมพูเข้มและมีลักษณะดอกคล้ายระฆัง ในขณะที่บริเวณทางตอนกลางและตอนเหนือของญี่ปุ่นยังอยู่ในสภาพที่หนาวเย็นจัด แต่คนจังหวัดโอกินาว่าจะได้ชมความงามของดอกซากุระก่อนใครอื่น คือตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมจนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยมีการจัดเทศกาลชมดอกซากุระตามพื้นที่ต่าง ๆ ในจังหวัดโอกินาว่า เนื่องจากเป็นพันธุ์ซากุระที่บานเร็ว ตามสวนสาธารณะทั่วไปในญี่ปุ่น เช่น โตเกียว เป็นต้น มักปลูกซากุระพันธุ์นี้ไว้ตามสวนสาธารณะ เพื่อสร้างสีสันให้กับธรรมชาติในช่วงที่ยังหนาวจัดประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์

คาวะซึ ซากุระ (Kawazu Zakura)

คาวะซึ ซากุระ เป็นซากุระที่มีกลีบดอกห้ากลีบคล้ายพันธุ์โซเมอิ โยชิโนะ แต่จะมีกลีบดอกใหญ่และมีสีชมพูสดใสกว่าและมีช่วงการบานที่ยาวนานประมาณหนึ่งเดือน ซากุระพันธุ์นี้เป็นพันธุ์ที่ปลูกมากที่เมืองคาวะซึ (Kawazu) จังหวัดชิสุโอกะ ซึ่งใช้เวลาการเดินทางจากสถานีโตเกียวประมาณ 2-2.5 ชั่วโมง ทุกปีจะมีเทศกาลคาวะซึ ซากุระ (Kawazu Zakura Matsuri) ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้ดื่มด่ำกับความงามของดอกซากุระซึ่งปลูกไว้ริมสองฝั่งแม่น้ำถึง 8,000 ต้น นอกจากจะได้ชมความงามของดอกซากุระแล้วก็ยังมีกิจกรรมสนุกมากมายที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสวิถีชีวิตของคนท้องถิ่นด้วย

 

รายละเอียดเทศกาลคาวะซึ ซากุระ
ชื่อเทศกาล: Kawazu Sakura Matsuri ที่เมือง Kawazu
ช่วงระยะเวลา: กุมภาพันธ์-มีนาคมของทุกปี
ที่อยู่: 72-12, Sasahara, Kawazu-cho, Kamo-gun, Shizuoka
ค่าเข้า: ฟรี

สำหรับคนที่ชื่นชอบและหลงใหลดอกซากุระ ขอแนะนำเลยค่ะว่าซากุระพันธุ์ฮิคัง ซากุระ และคาวะซึ ซากุระ นั้นมีความสวยงามไม่แพ้ซากุระพันธุ์อื่น สำหรับนักท่องเที่ยวที่วางแผนจะมาเยือนญี่ปุ่นในช่วงปลายฤดูหนาว ผู้เขียนขอแนะนำเทศกาลชมดอกซากุระที่เมืองคาวะซึ จังหวัดชิซึโอกะ หรือไม่ก็ลองไปเดินสวนสาธารณะใหญ่ ๆ ซึ่งจะมีการปลูกซากุระพันธุ์เหล่านี้ไว้ปะปนกับพันธุ์อื่น ๆ ค่ะ      สล็อตเว็บตรง

Read More
“Marine&Farm SAJIMA” ร้านอาหารริมทะเลที่คานางาวะ

“Marine&Farm SAJIMA” ร้านอาหารอิตาเลียนริมทะเลที่จะได้ทานอาหารที่แสนอร่อยพร้อมชมวิวทะเลแสนสวยที่ในเมืองโยโกสุกะ จังหวัดคานางาวะ มีเมนูอาหารพิเศษให้เลือกทานทุกมื้อ จะดื่มเบียร์ชมวิวชิลๆยามเย็นก็ฟิน ใครชอบถ่ายรูปก็ได้ทั้งภาพและบรรยากาศที่แสนสวย จะไปกับเพื่อนหรือคนรักก็เยี่ยมมาก♡ (ข้อมูลอัพเดทล่าสุดวันที่ 2 มี.ค. 2018)

ร้านอาหารริมทะเลสุดชิลล์

ร้านอาหาร “Marine&Farm SAJIMA” ตั้งอยู่ติดชายฝั่งทะเลเลย สามารถเห็นได้เด่นชัด หาได้ไม่ยากเลยค่ะ มีพื้นที่จอดรถอย่างกว้างขวาง จะใช้รถส่วนตัวเดินทางมาก็สะดวกมากค่ะ

ถ้าใช้ GPS ค้นหาด้วยชื่อร้านบางทีอาจจะไม่เจอ ให้ลองค้นหาด้วย “Sajima Marina Hotel” แทนนะคะ ร้านอาหารอยู่ด้านหน้าโรงแรมเลย

บรรยากาศภายในร้าน

อยากจะพาสัตว์เลี้ยงมาก็ OK!

ทางร้านอนุญาติให้พาสัตว์เลี้ยงเข้ามาได้เฉพาะที่นั่งด้านนอกบางส่วนค่ะ แต่ช่วงกลางวันจะมีเวลากำหนดเพราะฉะนั้นใครจะพาสัตว์เลี้ยงแสนรักไปกรุณาเช็คกับทางร้านก่อนนะคะ

 

อาหารทะเลและผักที่สดใหม่ทุกเมนู!

 

 

ช่วงเวลาพิเศษของการพักผ่อน

เราจะได้เห็นวิวทัศน์อันสวยงามของทะเลที่เปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลาได้ตลอดจนทำให้นั่งเพลินจนลืมเวลาไปเลยล่ะ ถ้าใครอยากสัมผัสบรรยากาศพิเศษๆพร้อมทานอาหารสดใหม่ที่หาได้เฉพาะในจังหวัดคานางาวะต้องมาที่ “Marine&Farm SAJIMA” ให้ได้ซักครั้งนะคะ        สล็อตเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์

รายละเอียดเพิ่มเติม
ที่อยู่ : 3 Chome, 8-35, Sajima, Yokosuka-Shi, Kanagawa
เวลาทำการ : วันจันทร์ – วันศุกร์ 11:00 น. – 21:00 น. (L.O. 20:00 น.), วันเสาร์-อาทิตย์และวันนักขัตฤกษ์ 9:00 น. – 21:00 น. (L.O. 20:00น.) ※ปิดระหว่าง 16:00 น. – 17:00 น. ※อาหารเช้าให้บริการเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์และวันนักขัตฤกษ์ ※เปิดให้จองเฉพาะช่วงอาหารเย็น (หลัง 17:00 น.) ※นำสัตว์เลี้ยงเข้ามาได้เฉพาะพื้นที่ด้านนอก (ส่วนหนึ่ง) ไม่อนุญาตมื้อกลางวัน วันเสาร์-อาทิตย์และวันนักขัตฤกษ์ (11:00 น. – 14:00 น.)
วันหยุด : ทุกวันพฤหัสช่วงเดือนพ.ย. – ปลายเดือนก.พ.
※ช่วงสิ้นปีหยุดให้บริการตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค. – วันที่ 4 ม.ค.
ราคาโดยประมาณ : กลางวัน 2,000 เยน – 2,999 เยน/กลางคืน 5,000 เยน – 5,999 เยน

Read More